fbpx

เส้นทางขับรถเที่ยว: 6 โร้ดทริปยอดฮิต วิวดีงามติดอันดับโลก

Featured photo-best road trips-sheep-Northern Scotland

จีพีเอสพร้อม! น้ำมันพร้อม! รถพร้อม! แล้วก็สตาร์ทรถเตรียมออกเดินทางไปเที่ยวโร้ดทริปกันดีกว่า เราขอแนะนำ 6 เส้นทางขับรถเที่ยว ทั่วโลกซึ่งรับประกันเลยว่าวิวระหว่างทางนั้นสวยจนแทบหยุดหายใจ ไม่ว่าจะเป็นที่ ไอซ์แลนด์ ดินแดนในฝันของเหล่านักล่าแสงเหนือ หรือ ออสเตรเลีย กับเส้นทาง North Coast 500 ยอดฮิต หรือไปซิ่งบนเส้นทางสายคลาสสิคอย่าง Route 66 ในอเมริกา จะที่ไหนก็เริ่ดหมด แล้วยิ่งเดินทางกับเพื่อนๆ และคนรู้ใจแล้วล่ะก็ ยิ่งทำให้โร้ดทริปครั้งนี้เป็นอะไรที่ลืมไม่ลงแน่นอน!

เส้นทางขับรถเที่ยว-เส้นทางวงแหวน-ไอซ์แลนด์-แสงเหนือ

1. เส้นทางขับรถเที่ยว | เส้นทางวงแหวน (The Ring Road), ไอซ์แลนด์

เส้นทางขับรถเที่ยว ในไอซ์แลนด์ไม่เคยมีคำว่าน้อย แต่บอกได้เลยว่าจัดเต็มมาก เพราะเราสามารถขับรถเที่ยวไปทั่วประเทศเลยก็ว่าได้ เริ่มต้นที่ เรคยาวิก (Reykjavik) และขับไปตามเส้นทางวงแหวน (The Ring Road) หรือเส้นทางหมายเลข 1 (Route 1) ซึ่งมีระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตรทอดยาวเป็นวงกลมรอบประเทศไอซ์แลนด์ ส่วนวิวระหว่างทางนั้นไม่ต้องพูดถึง การันตีความอลังการของทัศนียภาพทางธรรมชาติ ทั้งธารน้ำแข็ง ภูเขาน้ำแข็ง ทุ่งมอสลาวา และน้ำตก พักเบรคด้วยการแช่น้ำในบ่อน้ำพุร้อน และเดินบนหาดทรายสีดำ ส่วนกลางคืนก็ตั้งตารอแสงเหนือสวยสะกดที่ใครหลายคนหวังว่าจะได้เห็นสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ระยะเวลาขับรถเที่ยวบนเส้นทางวงแหวน 10 ถึง 15 วัน ขึ้นอยู่กับว่าแวะเที่ยวแต่ละสถานที่นานแค่ไหน

นักเดินทางส่วนใหญ่นิยมเช่ารถแคมเปอร์แวน เพราะทั้งสะดวกและไม่ต้องเสียเงินค่าโรงแรม แต่จะเช่ารถธรรมดาก็ได้เช่นกัน อย่าลืมทำใบขับขี่สากลมาด้วย ไอซ์แลนด์เป็นประเทศที่ขับรถชิดขวา (พวงมาลัยซ้าย) ดังนั้นใครไม่ถนัดก็สามารถเช่าคนขับรถได้ ซึ่งราคาก็อาจจะแพงขึ้นมาหน่อย

เส้นทางขับรถเที่ยว-เส้นทางวงแหวน-ไอซ์แลนด์-Myvatn Geothermal Area

ที่เที่ยวไฮไลต์รอบเส้นทางวงแหวน

แหลม Snaefellsnes peninsula: ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมือง เรคยาวิก ใช้เวลาสักสี่ห้าวันสำรวจที่เที่ยวบริเวณนี้ ไม่ว่าจะเป็นภูเขา Kirkjufell Mountain และ น้ำตก Kirkjufellsfoss ไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ภูเขาไฟ (Volcano Museum) ในเมือง Stykkishólmur ซึ่งมีอ่าวและประภาคาร Sugandisey Island Lighthouse ให้เดินชมด้วย

Myvatn Geothermal Area: ระหว่างทางขับรถห้าชั่วโมงจากเมือง เรคยาวิก ไปยังเมือง Myvatn ชาวโร้ดทริปก็จะได้เอ็นจอยกับทิวทัศน์ธรรมชาติและธารน้ำแข็งอย่างเต็มอิ่ม และมีหมู่บ้านให้แวะพักเที่ยวอยู่เป็นระยะ ส่วนที่เป็นไฮไลต์ก็คือ Myvatn Geothermal Area ซึ่งคนส่วนใหญ่จะนิยมแวะพักที่นี่สองสามคืน เพราะบริเวณนี้มีที่เที่ยวยอดฮิตอย่างทะเลสาบ Myvatn Lake, สระโคลน Hverir, ภูเขาไฟ Hverfjall, ถ้ำบ่อน้ำพุร้อน Stóragjá และพิพิธภัณฑ์นก Sigugeir’s Bird Museum

ทะเลสาบน้ำแข็ง Jökulsárlón Iceberg Lagoon: ขับรถต่อไปอีก 5-6 ชั่วโมงทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของไอซ์แลนด์ ก็จะเจอกับทะเลสาบน้ำแข็ง Jökulsárlón Iceberg Lagoon ซึ่งติดกับอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull National Park ไปเดินชมหาดทรายสีดำแปลกตา หรือจะไปนั่งเรือทัวร์ชมลากูนและภูเขาน้ำแข็งอายุพันปี ซึ่งสามารถลองชิมได้ด้วย!

ธารน้ำแข็ง Vatnajökull glacier: มวลน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์ ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติ Vatnajökull National Park และอย่าลืมไปชมยอดเขา Hvannadalshnúkur ยอดเขาที่สุดในไอซ์แลนด์ด้วยนะ

ทุ่งมอสลาวา Eldhraun lava field: คือทุ่งมอสลาวาที่ใหญ่ที่สุดในทุ่งมอสประเภทเดียวกันนี้ ซึ่งกินพื้นที่ถึง 218 ตารางไมล์ และมีอุโมงค์ลาวาให้สำรวจอยู่เป็นสิบๆ แห่ง

ธารน้ำแข็ง Sólheimajökull glacier: จุดแวะพักถัดไปคือธารน้ำแข็งที่มีวิวสวยสุดๆ และสามารถจ้างไกด์ให้นำทางไปเดินชมธารน้ำแข็ง Sólheimajökull ได้เช่นกัน

น้ำตก Skógafoss Waterfall: เตรียมตัวเดินขึ้นบันได 400 ขั้นเพื่อไปดื่มด่ำความงดงามของน้ำตกแห่งนี้ ซึ่งมีความกว้างถึง 24 เมตร และสูงเกือบ 70 เมตร ใครโชคดีก็อาจเห็นรุ้งกินน้ำในวันฟ้าใสได้ด้วย

น้ำตก Seljalandsfoss waterfall: เราสามารถเห็นน้ำตกขนาดความสูงกว่า 90 เมตรนี้ได้จากถนนวงแหวน แต่จะฟินยิ่งกว่าถ้าได้ไปดูใกล้ๆ! และเพียงเดินออกไปสิบนาทีทางตอนเหนือ ก็จะเจอ น้ำตก Gljúfrabúi ที่น่าแวะชมเช่นกัน

ชายหาด Reynisfjara Beach: หาดทรายดำยอดฮิตที่ขึ้นชื่อว่าสวยติดอันดับโลก บนหาดยังมีหินรูปทรงแปลกตา เป็นสถาปัตยกรรมทางธรรมชาติอันน่าทึ่ง ชายหาดตั้งอยู่ทางชายฝั่งตอนใต้ของเกาะ และใช้เวลาขับรถจาก เรคยาวิก ประมาณ 2.5 ชั่วโมง

แสงเหนือ: และไฮไลต์ที่ขาดไม่ได้ก็คือแสงเหนือ ช่วงเวลาที่สามารถเห็นแสงเหนือได้คือตั้งแต่เดือนสิงหาคม-กลางเดือนเมษายน แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสุดคือตั้งแต่เดือนกันยายนถึงมีนาคม

ค้นหาที่พักราคาดีที่สุดในไอซ์แลนด์

Reykjavik Hostel Village

Kirkjufell Hotel by Snæfellsnes Peninsula West Iceland

Hotel Laxa

เส้นทางขับรถเที่ยว-ปราสาทอินเวอร์เนสส์

2. เส้นทางขับรถเที่ยว | นอร์ธ โคสต์ 500 (North Coast 500), สกอตแลนด์

ลืม กลาสโกว์ กับ เอดินบะระ ไปก่อน เพราะเส้นทาง นอร์ธ โคสต์ 500 (North Coast 500) คือหนึ่งในโร้ดทริปที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ เส้นทางนี้พานักเดินทางผ่านเขตที่แทบไม่ค่อยมีคนไปเยือนทางสกอตแลนด์ตอนเหนือ เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2015 และมีที่เที่ยวไฮไลต์อย่าง Cape Wrath จุดตะวันตกเฉียงเหนือสุดของบริเตนใหญ่ และหมู่บ้าน John O’Groats ซึ่งตั้งอยู่ทางแหลมด้านตะวันออกเฉียงเหนือ

เส้นทางนี้เริ่มต้นและสิ้นสุดที่ อินเวอร์เนสส์ (Inverness) ซึ่งมีที่เที่ยวอย่างอุทยานแห่งชาติ Cairngorms National Park และน้ำตก Rogie Falls โดยระหว่างทางก็จะผ่านหมู่บ้านทางเหนืออย่างหมู่บ้าน Applecross และผ่านหมู่บ้าน Ullapool ซึ่งตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลสาบ Loch Broom ใครอยากพักจากการนั่งรถ ก็ลองนั่งเรือเฟอร์รี่ไปยังเกาะ Outer Hebrides หรือพักในเมืองแล้วไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ Ullapool Museum ก็ได้

นอกจากนี้ เส้นทางนี้ยังผ่านซากปราสาทเก่าที่มีอายุเป็นร้อยๆ ปี ฟาร์มต่างๆ และภูมิทัศน์อันงดงามของภูเขาและชายฝั่งทะเล ถนนระยะทางยาวกว่า 800 กิโลเมตรสายนี้ใช้เวลาเดินทางเที่ยวได้ในเวลา 2-3 วัน แต่หากอยากเต็มอิ่มกับวิวและที่เที่ยวให้มากกว่านี้ ก็สามารถแพลนทริป 5-7 วันก็ได้

เส้นทางขับรถเที่ยว-Cape Wrath

ที่เที่ยวไฮไลต์บนเส้นทาง NC500

อินเวอร์เนสส์ (Inverness): คือเมืองจุดเริ่มต้นสู่สถานที่เที่ยวยอดเยี่ยมต่างๆ มากมาย ไปเที่ยว สวนพฤกษศาสตร์อินเวอร์เนสส์ (Inverness Botanic Gardens) และพิพิธภัณฑ์ The Highlanders’ Museum ก่อนออกสตาร์ทโร้ดทริป และอย่าลืมแวะเที่ยว ปราสาทอินเวอร์เนสส์ (Inverness Castle) ตอนขากลับด้วยล่ะ

น้ำตก Rogie Falls: เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจาก อินเวอร์เนสส์ จึงสามารถแวะเที่ยวที่นี่เป็นที่แรกของทริปก็ย่อมได้ น้ำตกแห่งนี้มีน้ำตกสวยงามย่อยๆ อีกหลายแห่ง และมีเส้นทางเดินชมธรรมชาติอันงดงาม ใครไม่กลัวความสูง ขอท้าให้เดินข้ามสะพานแขวนที่สามารถมองเห็นวิวน้ำตกจากมุมสูงได้อย่างเต็มตา ถึงจะเสียว แต่วิวที่จะได้เห็นก็สุดแสนคุ้มค่าแน่ๆ

แหลม Cape Wrath: คือจุดตะวันออกเฉียงเหนือสุดของบริเตนใหญ่ มีรถบัสพาทัวร์บริเวณโดยรอบ ซึ่งรวมถึงวิวยิ่งใหญ่ของมหาสมุทรแอตแลนติก และประภาคาร Cape Wrath Lighthouse อันเก่าแก่ ซึ่งสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1828

หมู่บ้าน John O’Groats & เมือง Wick: อาจเป็นจุดหมายแมสๆ ที่นักท่องเที่ยวชอบไป แต่การได้ยืนอยู่ตรงจุดตะวันออกเฉียงเหนือสุดของบริเตนใหญ่คือสิ่งที่ห้ามพลาดในเส้นทางโร้ดทริปสายนี้ หมู่บ้านแห่งนี้มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 300 คนเท่านั้น แต่ก็คึกคักเพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว และจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงงานแรลลี่แข่งมอเตอร์ไซด์ Wildcat Motorcycle Rally ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในช่วงสุดสัปดาห์ที่สองของเดือนกรกฎาคม

ปราสาท Dunrobin Castle: มีอายุเก่าแก่ย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยทศวรรษ 1400 (บ้างก็ว่าเก่ากว่านี้อีก) แต่ยังคงมีส่วนที่หลงเหลือจากตัวปราสาทดั้งเดิม การบูรณะและส่วนต่อขยายได้ทำให้ปราสาทแห่งนี้กลายเป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือของสกอตแลนด์ ปราสาทมีห้องทั้งหมด 189 ห้อง ประกอบด้วยสวน คอร์ทยาร์ด และพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงหัวสัตว์ที่ถูกล่า โดยคฤหาสน์นี้เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม

จองที่พักราคาดีในอินเวอร์เนสส์

Drumdevan Country House, Inverness

Highland Holiday House, Durness (Cape Wrath)

Invicta House B&B, Golspie (Dunrobin Castle)

เส้นทางขับรถเที่ยว-พิพิธภัณฑ์โอกลาโฮมารูท 66-คลินตัน

3. เส้นทางขับรถเที่ยว | รูท 66 (Route 66), สหรัฐอเมริกา

นักเดินทางโร้ดทริปหลายคนใฝ่ฝันจะขับรถเที่ยวในเส้นทางรูท 66 ซึ่งเริ่มต้นที่เมือง ชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์ และไปจนถึงเมือง ซานตาโมนิก้าลอสแองเจลิส ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เส้นทางสายนี้มีชื่อขึ้นมาในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และพายุฝุ่นในช่วงทศวรรษ 1930 เมื่อเหล่าผู้อพยพจากมิดเวสต์เดินทางมาตามถนนเพื่อหางานทำและหวังจะร่ำรวยในแคลิฟอร์เนีย แม้ว่าปัจจุบันทางหลวงส่วนใหญ่ในเส้นทางนี้ไม่ได้ใช้ชื่อรูท 66 อีกต่อไป แต่ก็ถูกกำหนดให้เป็น “Historic Route 66” (เส้นทางประวัติศาสตร์สาย 66) สำหรับบรรดานักเดินทางโร้ดทริปทั้งหลายโดยเฉพาะ

เส้นทางรูท 66 มีระยะทางทั้งหมด 3,940 กิโลเมตร (2,448 ไมล์) และผ่านแลนด์มาร์คเก๋ๆ อย่างศิลปะจัดวาง Cadillac Ranch ในเมือง อามาริลโล รัฐเท็กซัส และผ่านถนนระยะทางยาว 20 กว่ากิโลเมตรในรัฐแคนซัส ที่ยังคงใช้ชื่อถนนว่ารูท 66 อยู่

การจะขับรถเที่ยวเส้นทางนี้ให้ครบนั้นจะต้องผ่านรัฐอิลลินอยส์, มิสซูรี่, แคนซัส, โอกลาโฮมา, เท็กซัส, นิวเม็กซิโก, แอริโซนา และแคลิฟอร์เนีย โดยใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่ตลอดเส้นทางนี้ก็มีที่เที่ยวให้แวะมากมาย ดังนั้นใครมีเวลามากๆ ขอแนะนำให้เผื่อเวลาเที่ยวสัก 3-4 สัปดาห์ขึ้นไป ก็จะได้เก็บครบทั้งหมดเลย

เส้นทางขับรถเที่ยว-Cadillac Ranch-อามาริลโล-เท็กซัส

ที่เที่ยวไฮไลต์บนเส้นทางประวัติศาสตร์สาย 66

พิพิธภัณฑ์โอกลาโฮมารูท 66 (Oklahoma Route 66 Museum) ในเมือง คลินตัน, รัฐโอกลาโฮมา: ซึ่งให้ฟีลร้านอาหารสไตล์ American diner ในช่วงทศวรรษ 1950 บอกเล่าถึงความสำคัญของเส้นทางประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งมีอีกหนึ่งชื่อเรียกในโอกลาโฮมาว่าเส้นทาง Will Rogers Highway

Cadillac Ranch ใน อามาริลโล, รัฐเท็กซัส: คือศิลปะจัดวางที่จัดแสดงรถยนต์ 10 คันที่ตกแต่งเก๋ไก๋ด้วยภาพวาดกราฟฟิตี้ ความแปลกก็คือรถยนต์ทั้งหมดวางเรียงจมดินอยู่ครึ่งคัน และที่เจ๋งกว่านั้นคือเราสามารถนำสีมาพ่นตกแต่งเพิ่มเติมได้ด้วย!

โบสถ์ San Miguel Mission ในเมือง ซานตาเฟ่, รัฐนิวเม็กซิโก: โบสถ์นี้เป็นโบสถ์ที่ว่ากันว่าเก่าแก่ที่สุดในอเมริกาภาคพื้นทวีป และสร้างขึ้นในช่วงปี 1610 ถึง 1626 โบสถ์นี้เคยใช้เป็นโบสถ์สำหรับทหารชาวสเปน ใครที่มาโบสถ์วันอาทิตย์ก็สามารถเข้าร่วมพิธีมิสซาในทุกวันอาทิตย์ได้

หุบอุกกาบาตบาร์ริงเกอร์ (Meteor Crater Natural Landmark หรือ Barringer Crater) ใน วินสโลว์, รัฐแอริโซนา: หากไม่ได้เห็นเองใกล้ๆ ก็คงยากที่จินตนาการถึงความใหญ่ของหลุมอุกกาบาตนี้ หากต้องการไปชมก็ต้องขับรถเข้าทางหลวง Interstate 40 ซึ่งอาจจะออกนอกเส้นทางสักนิด แต่ก็รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน หลุมนี้เกิดจากการพุ่งชนของอุกกาบาต Canyon Diablo Meteorite เมื่อประมาณห้าหมื่นกว่าปีก่อน หลุมนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1,188 เมตร และลึกประมาณ 170 เมตร ส่วนที่หลายๆ คนถึงกับต้องร้องว้าวก็คือขอบหุบอุกกาบาตที่สูงถึง 45 เมตร ซึ่งเกิดจากแรงกระแทกมหาศาลของอุกกาบาตนั่นเอง

ท่าเรือซานตา โมนิกา (Santa Monica Pier) ใน ลอสแองเจลิส, รัฐแคลิฟอร์เนีย: จบโร้ดทริปเส้นทางรูท 66 ด้วยวิวงามๆ ของมหาสมุทรแปซิฟิกจากท่าเรือซานตา โมนิกา เอาให้ครบก็ต้องไปเดินเล่นที่ชายหาด Santa Monica State Beach และแวะซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือที่ร้าน Route 66 Last Stop Shop ท่าเรือนี้อยู่ติดกับชายหาด Original Muscle Beach สถานที่ออกกำลังกลางแจ้งที่สร้างขึ้นในทศวรรษ 1930 ส่วนใครที่สนใจประวัติความเป็นมาของท่าเรือแห่งนี้ ก็ไปแวะชมพิพิธภัณฑ์ Santa Monica Pier Museum และไปมันส์ให้เต็มที่กับเครื่องเล่นรถไฟเหาะหรือไปนั่งชิงช้าสวรรค์ที่ สวนสนุก Pacific Park ถือเป็นรางวัลส่งท้ายหลังจากเสร็จสิ้นโร้ดทริปมหากาพย์นี้

ค้นหาที่พักราคาดีที่สุดในเส้นทางรูท 66

Trade Winds Inn Clinton

Baymont by Wyndham Amarillo East

Santa Fe Sage Inn

เส้นทางขับรถเที่ยว-เกรทโอเชียนโรด-ออสเตรเลีย-เดอะกรอตโต้-อุทยานแห่งชาติพอร์ทแคมป์เบลล์

4. เส้นทางขับรถเที่ยว | เกรทโอเชียนโร้ด (Great Ocean Road), ออสเตรเลีย

การขับรถเที่ยวในเส้นทาง เกรทโอเชียนโร้ด (Great Ocean Road) ถนนเลียบชายฝั่งใน รัฐวิคตอเรีย ทางออสเตรเลียตอนใต้ อาจใช้เวลาแค่สองชั่วโมง แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องรีบร้อนอะไรบนถนนที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งมีความยาวเพียง 243 กิโลเมตร แต่จุดแวะพักเที่ยวระหว่างทางนั้นบอกเลยว่าไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นชายหาดสุดสงบ ประภาคารสวยๆ ป่า เส้นทางธรรมชาติ แถมมีโอกาสได้เห็นเจ้าจิงโจ้อีกต่างหาก ว่ากันว่านักเดินทางบางคนเคยได้เห็นตัวกินมด หมีโคล่า นกแก้วหลากสี และแม้กระทั่งเพนกวินด้วย ที่เที่ยวติดดาวของเส้นทาง เกรทโอเชียนโร้ด ก็น่าจะเป็นที่ Shipwreck Coast ซึ่งกินเส้นทางจาก ทอร์คีย์ (Torquay) ไปถึง อัลลันส์ฟอร์ด (Allansford) แล้วก็ยังมีที่เที่ยวห้ามพลาดอย่าง Twelve Apostles แท่งหินซึ่งตั้งตระหง่านอย่างมหัศจรรย์อยู่ในมหาสมุทร

Best road trip destinations-Great Ocean Road-Australia-Bells Beach

ที่เที่ยวไฮไลต์บนเส้นทางเกรทโอเชียนโร้ด

หาดเบลล์ (Bells Beach): ที่นี่คือสวรรค์ของชาวเซิร์ฟ และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากภาพยนตร์เรื่อง “Point Break” และเป็นสถานที่จัดการแข่งขันเซิร์ฟ Rip Curl Pro Surfing Competition หาดที่นี่อาจไม่เหมาะสำหรับมือใหม่หัดเล่นเซิร์ฟสักเท่าไหร่ เพราะที่นี่ขึ้นชื่อว่ามีคลื่นแรงอย่างสุดๆ ไปเลย

อ่าวอพอลโล (Apollo Bay): บริเวณชายฝั่งแห่งนี้นั้นป๊อบปูล่าร์เป็นพิเศษเพราะมีที่ให้เล่นน้ำ มีเส้นทางปั่นจักรยาน และขี่ม้า

อุทยานแห่งชาติเกรตอ็อตเวย์ (Great Otway National Park): พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่นี้เป็นพื้นที่ที่เหมาะให้แวะเที่ยวยืดแข้งยืดขาแก้เมื่อยจากการขับรถ อุทยานแห่งนี้มีเส้นทางเดินป่ายอดฮิตเป็นระยะทาง 92 กิโลเมตร มีน้ำตกสวยๆ อย่างน้ำตก Hopetoun Falls, Beauchamp Falls และTriplet Falls ไปเก็บภาพวิวแบบพานอรามาจากบริเวณจุดชมวิว Cape Otway Light Station Lookout ใครสายแคมปิ้ง ก็มองหาจุดตั้งแคมป์ Cape Otway GOW Campsite แล้วค้างสักคืนสองคืนได้เลย

แท่งหิน Twelve Apostles: ไปดูความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ แท่งหิน Twelve Apostles ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งนอกเมือง ปรินซ์ทาวน์ (Princetown) แท่งหินนี้เกิดจากการกัดเซาะของน้ำและลม จนกลายเป็นเสาหินตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผา ปัจจุบันแท่งหินนี้เหลือแค่แปดแท่ง และจะเปลี่ยนสีในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก กลายเป็นภาพที่งดงามอย่างที่สุด

บันไดกิ๊บสัน (Gibson Steps): ระหว่างไปเที่ยวแท่งหิน Twelve Apostles ก็อย่าลืมไปเที่ยวที่ บันไดกิ๊บสัน (Gibson Steps) ด้วย เพราะบริเวณพื้นที่ริมหน้าผาแห่งนี้มีบันไดที่ลงไปสู่ชายหาดอันสวยงามที่ไม่ควรพลาด

ถ้ำลอดในอุทยานแห่งชาติ พอร์ตแคมป์เบลล์ (The Grotto): อย่าลืมแวะไปถ่ายรูปที่ถ้ำลอด The Grotto ซึ่งเป็นหน้าผาหินมีรูตรงกลาง เราสามารถเดินลงไปสำรวจจุดถ้ำลอดนี้ได้ หรือจะชมวิวจากข้างบนก็สวยงามไม่ต่างกัน

หุบเขาลอด อาร์ด (Loch Ard Gorge): เป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องแวะเลยจริงๆ หุบเขานี้ตั้งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติพอร์ตแคมป์เบลล์ มีหาดสวยงาม และจุดชมวิวแบบสวยตะลึงหลายแห่งตามนี้เลย:

  • Mutton Bird Lookout
  • Island Arch Lookout
  • The Blowhole
  • Tom and Eva Lookout
  • The Razorback

ค้นหาที่พักราคาดีในรัฐวิคตอเรีย

Cape Otway Lightstation Hotel

Daysy Hill Country Cottages

Port Campbell Motor Inn

เส้นทางขับรถเที่ยว-มิลฟอร์ดซาวด์-อุทยานแห่งชาติฟยอร์ดแลนด์

5. เส้นทางขับรถเที่ยว | เกาะใต้, นิวซีแลนด์

เมื่อเป็น เกาะใต้ แล้ว ก็ไม่มีเส้นทางไหนสวยงามกว่าเส้นทางไหนทั้งนั้น เพราะเหล่านักเดินทางโร้ดทริปเค้าการันตีว่าทุกเส้นทางดีหมด! เกาะใต้ เป็นที่ตั้งของ อุทยานแห่งชาติฟยอร์ดแลนด์ (Fiordland National Park) และ อุทยานแห่งชาติเขาแอสไพริ่ง (Mount Aspiring National Park) ซึ่งทั้งสองแห่งก็เต็มไปด้วยธรรมชาติสวยงาม ป่าเขา ทะเลสาบใสราวกระจก และธารน้ำแข็งสวยอลังการ นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำพุร้อนให้ไปแช่ผ่อนคลายและเส้นทางเดินป่าชมธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

ลองแพลนทริปสัก 7-10 วันเพื่อสำรวจ เกาะใต้ แต่ถ้ามีเวลามากกว่านั้นก็ยิ่งเริ่ด เพราะหลายคนที่เคยขับรถเที่ยวในนิวซีแลนด์ต่างยืนยันว่าแม้จะใช้เวลาเที่ยวหนึ่งเดือนก็ไม่ถือว่านานไปหรอก

เส้นทางขับรถเที่ยว-มิลฟอร์ดซาวด์-Haast Pass-ควีนส์ทาวน์

ที่เที่ยวไฮไลต์บนเกาะใต้

ชายฝั่งตะวันตก (West Coast): เส้นทางเลียบชายฝั่งที่ด้านหนึ่งเป็นวิวมหาสมุทร ส่วนอีกด้านก็เป็นวิวภูเขาตระการตา ส่วนพื้นที่ตั้งแคมป์ก็สามารถหาได้ระหว่างทาง เพราะฉะนั้นอยากจะหยุดพักและชมวิวตรงไหนก็ได้ ช่วงระหว่างเดือนกันยายน-กลางเดือนพฤศจิกายน ใครที่โชคดีก็อาจได้ลองชิมเมนู whitebait fritters หรือไข่เจียวปลาไวท์เบท ส่วนช่วงวันที่ 9 กันยายน ถึง 23 ตุลาคม ใครที่ผ่านมาทางนี้ก็ห้ามพลาดเทศกาล West Coast Whitebait Season Festival ที่มีไฮไลต์อย่างเมนูปลาไวท์เบทหลากหลายให้ชิมเต็มไปหมด

ช่องเขา Haast Pass ถึง เมือง Queenstown: หาเวลาไว้เลยห้าชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แล้วไปแวะเที่ยวให้ทั่ว ตั้งแต่ตีนเขา Mount Victor ไปจนถึง ควีนส์ทาวน์ ระหว่างนั้นก็จะได้เห็นทิวทัศน์สวยๆ ของ เขาแอสไพริ่ง และ เขาเอ็ดเวิร์ด (Mount Edward) เช่นเดียวกับ ทะเลสาบฮาวี (Lake Hawea) และ ทะเลสาบวานากา (Lake Wanaka)

มิลฟอร์ดซาวด์ (Milford Sound): ตั้งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติฟยอร์ดแลนด์ ที่นี่ถือเป็นที่เที่ยวไฮไลต์ของหลายต่อหลายคนในเส้นทางโร้ดทริปนี้เลยก็ว่าได้ ผืนน้ำนี้ไหลผ่านระหว่างภูเขา Mount Pembroke และ Llawrenny Peaks ทางตอนเหนือของอุทยาน ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก้ด้วย และอย่าได้พลาดทะเลสาบกระจก หรือ Mirror Lake และน้ำตก Bowen Falls หรือไปชมวิวตระการตาจากบนสะพาน The Chasm Viewing Bridge ใครอยากล่องเรือเค้าก็มีให้บริการอยู่ใกล้ๆ ศูนย์นักท่องเที่ยวด้วย

ทะเลสาบ Pukaki และ ภูเขาคุก (Mount Cook): ไปตั้งแคมป์ชมวิวทะเลสาบและชมภูเขาที่สูงที่สุดในนิวซีแลนด์ บริเวณนี้ยังมีเส้นทางมากมายให้เดินชมความสวยงามของธรรมชาติด้วย

ค้นหาที่พักราคาดีที่สุดในควีนส์ทาวน์

Franz Josef Montrose Hostel Lodge

Fiordland Hotel & Motel

Mt Cook Lodge & Motels

เส้นทางขับรถเที่ยว-ช่องเขาโรตัง

6. เส้นทางขับรถเที่ยว | ทางหลวงเลห์-มะนาลี (Leh Manali Highway), อินเดีย

ช่วงเวลานี้นี่แหละเหมาะสุดๆ แล้วที่จะขับรถเที่ยวบนเส้นทางเทือกเขาหิมาลัย และถนนจากเมือง มะนาลี (Manali) ไปยัง เลห์ (Leh) ก็เป็นเส้นทางที่ขาลุยโร้ดทริปควรลองสักครั้ง ถนนสายนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ทางหลวงเลห์-มะนาลี ระหว่างทางก็จะได้เห็นวิวอลังการงานสร้างของเทือกเขาอันยิ่งใหญ่ ทุ่งหญ้าเขียวขจี และดอกไม้น่ารักๆ เต็มไปหมด เส้นทางนี้ยังผ่าน หุบเขาโซลัง (Solang Nala) และ ช่องเขาโรแทง (Rohtang La) และจะได้เห็นภูมิทัศน์แปลกตาสองข้างทางที่สวยงามราวกับสวรรค์บนดินเลยทีเดียว

การนั่งรถเที่ยวบนถนนระยะทางยาวเกือบ 500 กิโลเมตรนี้ใช้เวลา 2 วัน แต่ขอแนะนำให้เผื่อเวลาเที่ยวสัก 3-4 วัน จะได้เที่ยวแบบชิลๆ ไม่เร่งรีบ และมีเวลาปรับร่างกายบนที่สูง ถนนเส้นนี้เปิดให้ใช้ในช่วงฤดูร้อนตั้งแต่ 1 มิถุนายน ถึง 15 กันยายน

เส้นทางขับรถเที่ยว-คีย์ลอง

ที่เที่ยวไฮไลต์บนทางหลวงเลห์-มะนาลี

มะนาลี: เมืองตากอากาศใน รัฐหิมาจัลประเทศ (Himachal Pradesh) ตั้งอยู่ที่ความสูง 2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล นักเดินทางส่วนใหญ่จะเริ่มต้นโร้ดทริปกันที่เมืองนี้ และอาจจะต้องติดใจจนไม่อยากจากไป เพราะเมืองนี้มีบรรยากาศเย็นสบาย แถมมีที่เที่ยวและกิจกรรมให้ทำมากมาย

ช่องเขาโรแทง (Rohtang Pass): นักเดินทางสามารถหยุดแวะยืดแข้งยืดขาแล้วเล่นหิมะกันให้หนำใจที่ Snow Point ก่อนจะผ่านช่องเขาโรแทงที่ความสูงเกือบ 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

คีย์ลอง (Keylong): คือจุดแวะพักในเส้นทางเลห์มะนาลีนี้ นักเดินทางนิยมนอนพักที่นี่สัก 1-2 คืน เพื่อพักเบรคการเดินทาง ซึ่งที่นี่ก็มีที่เที่ยวน่าสำรวจอย่างเช่นหุบเขา Lahul (Bhaga) Valley

จิสปา (Jispa): อีกหนึ่งจุดที่นักเดินทางนิยมแวะพัก ตั้งอยู่บนความสูง 3,000 กว่าเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่นี่มีที่พักและแคมป์สำหรับนักเดินทาง อีกทั้งมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเล็กๆ ให้แวะชมด้วย

ช่องเขา Lachulung La : ตั้งอยู่ที่ความสูงกว่า 5,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีวิวสวยงามของภูเขาอันกว้างใหญ่และธรรมชาติอันสวยงาม

เลห์: คือจุดหมายปลายทางสุดท้ายของเส้นทางนี้ ในเมืองมีที่เที่ยวอีกหลายแห่ง ทั้งวัด สถูป พระราชวัง นักเดินทางนิยมเที่ยววันเดย์ทริปจากเมืองนี้ไปยังที่เที่ยวยอดฮิตอื่นๆ อย่างเช่น ทะเลสาบแปงกอง หุบเขานูบรา ทะเลสาบโซโมริริ ฯลฯ

ค้นหาและจองที่พักราคาดีในเลห์

Moustache Manali

Tandi Sarai, Keylong

Dorje Guesthouse, Leh

This post is also available in: English العربية 日本語 Tiếng Việt Indonesian